10 วิธีทาครีมกันแดดที่หลายคนทำผิด เสี่ยงผิวเสียโดยไม่รู้ตัว
แดดเมืองไทยมีรังสี UV สูงตลอดทั้งปี แม้ในวันที่ฟ้าครึ้มหรือไม่มีแดดจัด ผิวก็ยังได้รับผลกระทบได้ หากใช้ครีมกันแดดไม่ถูกวิธี ประสิทธิภาพในการปกป้องผิวอาจลดลงโดยไม่รู้ตัว บทความนี้รวบรวม 10 ความผิดพลาดในการทาครีมกันแดด ที่หลายคนมองข้าม พร้อมวิธีใช้ให้ถูกต้อง เพื่อช่วยปกป้องผิวจากความหมองคล้ำ จุดด่างดำ และริ้วรอยก่อนวัยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ทาครีมกันแดดน้อยเกินไป
หนึ่งในความผิดพลาดที่พบบ่อยคือ ใช้ครีมกันแดดในปริมาณน้อยเกินไป เพราะคิดว่าแค่ทาบาง ๆ ก็เพียงพอ ทั้งที่ความจริงแล้ว ปริมาณที่ใช้มีผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพในการปกป้องผิว
ค่า SPF ที่ระบุบนผลิตภัณฑ์ถูกทดสอบจากการทาในปริมาณที่เหมาะสม หากทาบางเกินไป ประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UV จะลดลง ทำให้ผิวยังคงเสี่ยงต่อความหมองคล้ำ จุดด่างดำ และริ้วรอยก่อนวัย แม้จะใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงก็ตาม
ทาแค่ตอนเช้า ไม่เติมระหว่างวัน
หลายคนคิดว่าทาครีมกันแดดตอนเช้าครั้งเดียวก็เพียงพอ แต่ความจริงแล้ว ประสิทธิภาพของครีมกันแดดจะค่อย ๆ ลดลงระหว่างวัน โดยเฉพาะเมื่อมีเหงื่อ ความมัน การเช็ดหน้า หรือการสวมหน้ากาก ซึ่งทำให้ชั้นฟิล์มกันแดดหลุดออกได้ หากไม่ได้ทาซ้ำ ผิวจะได้รับรังสี UV สะสมมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงสายถึงบ่ายที่แสงแดดมีความเข้มข้นสูง
ทาครีมกันแดดเฉพาะวันที่แดดจัด
หลายคนมักหยิบครีมกันแดดมาใช้เฉพาะวันที่แดดแรง แต่ความจริงแล้ว รังสี UVA สามารถทะลุผ่านเมฆ กระจก และแสงธรรมชาติได้ แม้ในวันที่ฟ้าครึ้มหรืออยู่ในอาคารใกล้หน้าต่าง ผิวก็ยังได้รับรังสี UV อย่างต่อเนื่อง การได้รับรังสี UVA สะสมเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดความหมองคล้ำ จุดด่างดำ และริ้วรอยก่อนวัยได้ แม้จะไม่ได้อยู่กลางแดดโดยตรง
ทาครีมกันแดดหลังออกจากบ้าน
ความเร่งรีบในตอนเช้าทำให้หลายคนเพิ่งนึกได้ว่าลืมทาครีมกันแดดเมื่อออกจากบ้านแล้ว แต่สำหรับ ครีมกันแดดชนิดเคมี (Chemical Sunscreen) จำเป็นต้องใช้เวลาประมาณ 15–20 นาที เพื่อให้สารกันแดดทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ หากทาหลังเริ่มโดนแสงแดด ผิวจะได้รับรังสี UV ตั้งแต่ช่วงแรกก่อนที่ครีมกันแดดจะออกฤทธิ์เต็มที่ ซึ่งอาจลดประสิทธิภาพในการปกป้องผิวได้
ลืมทาครีมกันแดดในจุดที่มักมองข้าม
หลายคนให้ความสำคัญกับการทาครีมกันแดดเฉพาะใบหน้า แต่กลับลืมบริเวณที่สัมผัสแสงแดดเป็นประจำ เช่น ใบหู หลังคอ ไรผม หลังมือ เปลือกคอ และต้นคอ ซึ่งล้วนเป็นจุดที่รังสี UV ทำร้ายผิวได้ไม่ต่างกัน เมื่อไม่ได้รับการปกป้อง ผิวบริเวณเหล่านี้อาจเกิดความหมองคล้ำ จุดด่างดำ และริ้วรอยก่อนวัยได้เร็วกว่าที่คิด
ใช้ครีมกันแดดหมดอายุหรือเก็บไว้นานเกินไป
ครีมกันแดดก็มีอายุการใช้งานเช่นเดียวกับสกินแคร์ทั่วไป เมื่อหมดอายุหรือเก็บรักษาไม่เหมาะสม เช่น วางไว้ในที่ร้อนหรือโดนแสงแดดเป็นเวลานาน สารป้องกันรังสี UV อาจเสื่อมสภาพ ทำให้ประสิทธิภาพในการปกป้องผิวลดลง แม้เนื้อครีมจะยังดูปกติ แต่ก็อาจไม่สามารถป้องกันรังสี UV ได้เต็มประสิทธิภาพ ส่งผลให้ผิวเสี่ยงต่อความหมองคล้ำ ฝ้า กระ และริ้วรอยก่อนวัยได้มากขึ้น
คิดว่า SPF สูงแล้ว ไม่จำเป็นต้องทาซ้ำ
หลายคนเข้าใจว่า SPF 50 ปกป้องผิวได้นานกว่า SPF 30 จึงไม่จำเป็นต้องทาครีมกันแดดซ้ำระหว่างวัน แต่ความจริงแล้ว ค่า SPF บอกระดับการป้องกันรังสี UVB ไม่ใช่ระยะเวลาที่ครีมกันแดดจะติดอยู่บนผิว ไม่ว่าจะเป็น SPF 30 หรือ SPF 50 ฟิล์มกันแดดก็สามารถเสื่อมสภาพหรือหลุดออกได้จากเหงื่อ ความมัน การเช็ดหน้า การสวมหน้ากาก หรือการสัมผัสผิว ทำให้ประสิทธิภาพในการปกป้องลดลงตามเวลา
พึ่งครีมกันแดดเพียงอย่างเดียว
แม้ครีมกันแดดจะเป็นตัวช่วยสำคัญในการปกป้องผิว แต่ในสภาพอากาศของประเทศไทยที่มีรังสี UV สูงตลอดปี การใช้ครีมกันแดดเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ เพราะรังสี UV สามารถมาถึงผิวได้ทั้งจากแสงแดดโดยตรงและการสะท้อนจากพื้นถนน น้ำ หรือกระจก
ผสมครีมกันแดดกับสกินแคร์หรือรองพื้น
หลายคนมักผสมครีมกันแดดเข้ากับมอยส์เจอไรเซอร์ รองพื้น หรือบีบทุกอย่างรวมกันเพื่อความรวดเร็ว แต่การทำเช่นนี้อาจทำให้ฟิล์มกันแดดกระจายตัวไม่สม่ำเสมอ ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการปกป้องรังสี UV ลดลง และบางบริเวณอาจได้รับการปกป้องไม่เพียงพอ
คิดว่าครีมกันแดดป้องกันรังสี UV ได้ 100%
หลายคนเข้าใจว่าการทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูง จะสามารถปกป้องผิวจากแสงแดดได้ทั้งหมด แต่ในความเป็นจริง ไม่มีครีมกันแดดชนิดใดที่สามารถป้องกันรังสี UV ได้ 100% แม้จะมีค่า SPF สูงก็ตาม ครีมกันแดดมีหน้าที่ช่วย ลดความเสี่ยงจากรังสี UV ไม่ใช่ป้องกันได้อย่างสมบูรณ์ ดังนั้น หากต้องอยู่กลางแจ้งเป็นเวลานาน ผิวก็ยังมีโอกาสได้รับความเสียหายจากแสงแดดได้
แหล่งที่มา : women.kapook.com