ฟิตผิดชีวิตเปลี่ยน 7 นิสัยออกกำลังกายที่ควรเลิกทันที
หลายคนตั้งใจออกกำลังกายเต็มที่ แต่ถ้าความเข้าใจไม่ถูกต้อง ต่อให้เหนื่อยแค่ไหนก็อาจไม่เห็นผล แถมบางพฤติกรรมยังเสี่ยงทำให้บาดเจ็บหรือเสียสุขภาพโดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ
พีท แมคคอล เทรนเนอร์มืออาชีพ และ มิเชล โอลสัน ผู้เชี่ยวชาญด้านสรีรวิทยาการออกกำลังกายจากมหาวิทยาลัยโอเบิร์น สหรัฐอเมริกา ชี้ให้เห็นว่า มีอย่างน้อย 7 พฤติกรรมออกกำลังกายที่หลายคนทำผิดอยู่เป็นประจำ หากคุณกำลังทำแบบนี้อยู่ อาจถึงเวลาต้องหยุดและปรับวิธีใหม่ให้ถูกต้องตั้งแต่วันนี้

ใช้สมาร์ทโฟนระหว่างออกกำลังกาย
ถ้าคุณไถโซเชียลหรือแชตตลอดเวลา แม้อยู่บนลู่วิ่ง แปลว่าสมาธิไม่ได้อยู่กับการออกกำลังกายเต็มที่ ความเข้มข้นลดลง เผาผลาญไม่สุด และยังเสี่ยงบาดเจ็บได้ ใช้มือถือเท่าที่จำเป็น แล้วโฟกัสกับทุกท่า ทุกเซต เพื่อให้ได้ผลลัพธ์คุ้มค่าที่สุด
ทำกิจกรรมซ้ำ ๆ แบบเดิมทุกวัน
ถ้าเข้าฟิตเนสแล้วเล่นแต่เครื่องเดิม ท่าเดิม ร่างกายจะเริ่มชิน กล้ามเนื้อถูกกระตุ้นแค่จุดเดิม ๆ ทำให้พัฒนาได้ช้าลงหรือหยุดนิ่ง ลองสลับท่า เปลี่ยนรูปแบบการเทรน หรือเพิ่มกิจกรรมใหม่ ๆ เพื่อให้กล้ามเนื้อทุกส่วนได้ทำงานเต็มที่ และเห็นผลลัพธ์ชัดเจนขึ้น
วันพัก = นอนนิ่งทั้งวัน
การใช้วันพักด้วยการนอนดูทีวีบนโซฟายาว ๆ อาจทำให้ร่างกายแทบไม่ได้ขยับ อัตราการเต้นหัวใจต่ำ ระบบเผาผลาญทำงานช้าลง และยิ่งรู้สึกเฉื่อยกว่าเดิม ทางที่ดีควรเลือก “Active Recovery” เช่น เดินเล่นเบา ๆ ยืดเหยียด โยคะ หรือทำกิจกรรมสบาย ๆ นอกบ้าน เพื่อให้กล้ามเนื้อคลายตัว เลือดไหลเวียนดีขึ้น และช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้มีประสิทธิภาพมากกว่า
โฟกัสแต่จุดที่อยากลด
หลายคนอยากลดพุงก็เล่นแต่ท้อง อยากแขนเล็กก็ฝึกแต่แขน แต่ความจริงแล้ว “การลดเฉพาะจุด” ทำได้ยากกว่าที่คิด เพราะรูปร่างที่ดีเกิดจากการพัฒนาทั้งระบบ ไม่ใช่แค่ส่วนใดส่วนหนึ่ง
ทางที่ดีกว่ คือ ฝึกแบบองค์รวม (Full Body Workout) เน้นกล้ามเนื้อหลายมัดพร้อมกัน เช่น สควอต วิดพื้น เดดลิฟต์ หรือเวทเทรนนิ่งทั้งร่างกาย ควบคู่กับคาร์ดิโอ จะช่วยให้สัดส่วนโดยรวมกระชับ แข็งแรง และเห็นผลชัดเจนกว่าการโฟกัสแค่จุดเดียว
ยืดเหยียดก่อนวอร์มอัพ
หลายคนเข้าใจผิดว่า ต้องยืดกล้ามเนื้อทันทีที่เริ่มออกกำลังกาย แต่จริง ๆ แล้วการยืดตอนที่กล้ามเนื้อยัง “เย็น” อาจทำให้ตึงตัวมากขึ้น เสี่ยงบาดเจ็บ และทำให้แรงตกได้ด้วย
วิธีที่ถูกต้องคือเริ่มจากการวอร์มอัพแบบเคลื่อนไหว (Dynamic Warm-up) ก่อน เช่น แกว่งแขน หมุนไหล่ ย่ำเท้า หรือเดินเร็วเบา ๆ ประมาณ 5–10 นาที เพื่อเพิ่มอุณหภูมิร่างกายและการไหลเวียนเลือด แล้วค่อยตามด้วยการยืดเหยียด จะช่วยให้กล้ามเนื้อพร้อมใช้งานและออกกำลังกายได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น
ไม่ใส่ใจเรื่องเวลาอาหาร
หลายคนที่กำลังลดน้ำหนักมักโฟกัสแค่ “กินให้น้อย” แต่ลืมว่า จังหวะเวลา ในการกินก็สำคัญไม่แพ้กัน มีงานวิจัยพบว่า การทานคาร์โบไฮเดรตก่อนออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่งหรือแรงต้าน จะช่วยให้มีพลังและออกกำลังกายได้นานขึ้น ส่วนหลังออกกำลังกาย หากทานอาหารภายใน 30–60 นาที โดยเฉพาะโปรตีน ร่างกายจะสังเคราะห์และซ่อมแซมกล้ามเนื้อได้ดีขึ้น
เลิกกินคาร์บไปเลย แบบนี้พังมากกว่าเป๊ะ
หลายคนตัดคาร์โบไฮเดรตออกจากชีวิต เพราะกลัวอ้วน แต่จริง ๆ แล้วร่างกายยังต้องการคาร์บเพื่อใช้เป็นพลังงานหลัก โดยเฉพาะคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำ
คาร์โบไฮเดรตมีบทบาทสำคัญในการช่วยสังเคราะห์โปรตีน และเพิ่มการกักเก็บไกลโคเจนในกล้ามเนื้อ ทำให้ฟื้นตัวดีขึ้นและสร้างกล้ามได้มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม หากตัดคาร์บจนเกินไป อาจทำให้อ่อนเพลีย ออกกำลังกายได้ไม่เต็มที่ และเสียมวลกล้ามเนื้อแทน
แหล่งที่มา : cheewajit.com